ภูมินิเวศกับการปรับตัวของภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายพืชพรรณในกลุ่มป่าภูเขียว – น้ำหนาว

    ภูมินิเวศกับการปรับตัวของภูมิปัญญาท้องถิ่นในการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายพืชพรรณในกลุ่มป่าภูเขียว – น้ำหนาว เป็นการดำเนินการภายใต้แผนงานวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่กลุ่มป่าภูเขียว – น้ำหนาวในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 – 2560มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสภาพถิ่นที่อยู่อาศัยกับการปรับตัวของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ส่งผลต่อการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายของพืชพรรณของชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานในบริเวณกลุ่มป่าภูเขียว – น้ำหนาว โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพจากการเก็บข้อมูลทำให้สามารถแบ่งกลุ่มคนที่ทำการศึกษาได้เป็น ˜กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิม ˜ชุมชนดั้งเดิม และ˜ชุมชนกับพื้นที่อนุรักษ์ พบว่าในบริเวณกลุ่มป่าภูเขียว – น้ำหนาวมีหลักฐานการอยู่อาศัยของคนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นสังคมเกษตรกรรมและล่าสัตว์ตามฤดูกาล รวมทั้งยังเป็นช่องทางหรือปราการสำหรับการเคลื่อนย้ายของกลุ่มวัฒนธรรมต่าง ๆ ในอดีต

กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่ทำการศึกษาคือกลุ่มชาติพันธุ์ญัฮกุรหรือชาวบน อาศัยอยู่บริเวณนอกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตะเบาะ-ห้วยใหญ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยภาษาญัฮกุรมีความใกล้เคียงกับภาษามอญในจารึกสมัยทวารวดี มีความเชื่อกันว่าเป็นกลุ่มคนเดียวกับชาวละว้า และมีความสัมพันธ์กับชาวญัฮกุรบนเทือกเขาพังเหยอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ในอดีตอาศัยตามป่าธรรมชาติและมีการย้ายชุมชนเมื่อสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม วิถีชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเมื่อมีการขยายตัวเศรษฐกิจที่เข้ามาตามเส้นทางชักลากไม้ ทำให้บางส่วนปรับตัวไม่ทันเนื่องจากปัญหาการลงทุนเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีการส่งเสริมให้ความเป็นญัฮกุรเป็นจุดเด่นของท้องถิ่นในงานประเพณีและการแสดงทางวัฒนธรรมต่าง ๆ รวมทั้งยังเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งในการอนุรักษ์ป่าไม้ ซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงคนในชุมชนเข้ากับท้องถิ่น

ชุมชนไทคอนสารในบริเวณที่ราบเชิงเขาหินปูนติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าผาผึ้ง เป็นกลุ่มชุมชนดั้งเดิมที่เกิดจากการขยายตัวของชุมชนเมืองคอนสารที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 200 ปีมาแล้ว ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ในระยะแรกเป็นการเข้ามาหาอยู่หากินแบบยังชีพ เพราะมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งน้ำและทรัพยากรธรรมชาติ มีผลผลิตที่สำคัญ คือ หมาก พลู มะพร้าว และของป่าต่อมาเมื่อระบบนิเวศเกิดการเปลี่ยนแปลงจากการทำไม้และการสร้างถนนไปสู่เขื่อน จึงเกิดการหลั่งไหลเข้ามาของผู้คนและธุรกิจพืชพาณิชย์ ปัจจุบันยังพบการพึ่งพิงระบบนิเวศในชุมชน เช่น พืชอาหาร สมุนไพร การจักสาน และแหล่งน้ำ โดยเฉพาะการทำสวนหมากพลูที่ต้องอาศัยความสัมพันธ์กับระบบนิเวศแบบพื้นที่ชุ่มน้ำทำให้บริเวณสวนมีความหลากหลายของพืชพรรณที่มีการใช้ประโยชน์ของชุมชน และยังเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์พืชที่สำคัญ เช่น ต้นชะโนด ซึ่งเป็นพรรณไม้เฉพาะถิ่นและมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ขณะเดียวกันพิธีการสรงน้ำผุดและพิธีเลี้ยงหอเจ้านายต่าง ๆ ได้สื่อถึงความสำคัญของแหล่งน้ำ การปกป้องดูแลความอุดมสมบูรณ์ และการผูกพันชุมชนเข้ากับพื้นที่ ซึ่งมีความหมายต่อวัฒนธรรมการปลูกหมากพลูและความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชน

สำหรับชุมชนกับพื้นที่อนุรักษ์เป็นชุมชนที่เกิดขึ้นจาการแสวงหาที่ทำกินก่อนที่จะมีการประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ได้ทำการศึกษาชุมชนบนเทือกเขาภูพานคำบริเวณรอบอุทยานแห่งชาติน้ำพอง ในช่วงเริ่มต้นเป็นการขยายตัวมาจากชุมชนเก่าแก่ของจังหวัดขอนแก่น โดยมีปอเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ต่อมาเมื่อมีการทำไม้ออกจากพื้นที่ ส่งผลให้มีการพัฒนาถนนหนทาง และมีการเข้ามาของผู้คนจากหลากหลายพื้นที่ รวมถึงระบบการตลาดและการลงทุนต่อมาเมื่อมีการประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ การใช้ประโยชน์จากป่าธรรมชาติของชุมชนจึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดปัจจุบันวิถีชีวิตของชุมชนยังมีการพึ่งพิงการใช้ประโยชน์ตามฤดูกาลจากระบบนิเวศป่าเต็งรังที่มีความอุดมสมบูรณ์ เช่น เห็ด ไข่มดแดง แมลงทับ หน่อไม้ และผักพื้นบ้าน เป็นต้น การหาของป่าเป็นแหล่งรายได้เสริมจากงานประจำ หรือผู้ว่างงาน ส่วนการเก็บหาสมุนไพรจากธรรมชาติไม่ค่อยพบเห็น ยกเว้นผู้ที่มีรายได้น้อย แต่มีการรวมกลุ่มผลิตโดยการปลูกหรือรับซื้อจากพื้นที่อื่นมาแปรรูป นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งอโรคยาศาลที่วัดโดยหมอยาท้องถิ่นร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโคกงาม อำเภอบ้านฝาง ให้บริการกับชาวบ้านชุมชนมีความเชื่อในเรื่องของศาลปู่ โดยชาวบ้านคำหญ้าแดงได้ร่วมกับชาวบ้าน 5 ตำบล ที่ใช้ประโยชน์จากลำน้ำห้วยใหญ่ที่ไหลไปลงแม่น้ำชีบริเวณอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จัดพิธีทำบุญยอดน้ำเป็นประจำทุกปี รวมทั้งมีการเสี่ยงทายเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ชาวบ้านหลายชุมชนยังเชื่อว่าต้นยูคาลิปตัสในสวนป่ามีผลต่อความแห้งแล้งของพื้นที่ และเสนอให้เปลี่ยนมาปลูกไม้ท้องถิ่นแทน

ข้อสรุปเบื้องต้น

1.พื้นที่ พื้นฐานของธรรมชาติและวัฒนธรรม

    ลักษณะทางธรณีวิทยาของกลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว เกิดจากการชนของแผ่นเปลือกโลกและเกิดเชื่อมต่อกันเป็นแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์ – พังเหย – ดงพญาเย็น เริ่มตั้งแต่ประมาณ 260-210 ล้านปี จนกระทั้งเกิดรอยแยกและรอยเลื่อนในชั้นหินทำให้หินตะกอนกลุ่มหินโคราชถูกดันตัวขึ้นเป็นเทือกเขาภูพานเกิดการแบ่งแอ่งสะสมตะกอนโคราชเป็น 2 แอ่งคือแอ่งอุดร - สกลนคร และแอ่งโคราช – อุบล  มีหลักฐานของคนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในที่ราบเมื่อประมาณ  5,500-4,500 ปีมาแล้วมีการปลูกข้าวและเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งการล่าสัตว์ป่า นอกจากนี้ยังพบภาพเขียนสีตามเพิงผาเขาหินปูนและหินทราย อายุประมาณ 3,000-1,000 ปีมาแล้ว ซึ่งเป็นสังคมเกษตรกรรมและล่าสัตว์ตามฤดูกาล ต่อมาเมื่อพุทธศาสนาได้แพร่เข้ามาในช่วงสมัยทวารวดี ประมาณ 2,500 – 2,000 ปีมาแล้ว ประกอบกับเกิดเส้นทางการค้าขายกับภูมิภาคอื่นจึงเกิดเมืองขึ้น โดยเอกลักษณ์ที่สำคัญของวัฒนธรรมทวารวดีในบริเวณนี้คือเสมาหินที่พบกระจายอยู่ทั่วไปตามลุ่มแม่น้ำ ขณะที่เมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางก็ปรับเปลี่ยนไปตามความเข้มแข็งของเมืองนั้น เช่น ลพบุรี และล้านช้าง เป็นต้น ดังนั้นพื้นที่กลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว ในอดีตเป็นทั้งรอยต่อ/ชายขอบ ทางวัฒนธรรมของกลุ่มคนต่าง ๆ เช่น กลุ่มคนดั้งเดิมที่หลบหนีไปในเขตป่าเขาหรือถูกผสมกลมกลืนไป เมื่อกลุ่มคนไทลาวได้เคลื่อนย้ายเข้ามาหาความอุดมสมบูรณ์ หรือการเข้ามาของกลุ่มคนอีสานใต้ 

2.การสร้างความหมายและความสัมพันธ์ของชุมชนกับพื้นที่ 

   การอยู่ร่วมกันของคนในอดีตมีความสัมพันธ์กับถิ่นที่อยู่อาศัยอย่างแนบแน่น ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของความเชื่อและความเคารพ เชื่อมโยงคนเข้ากับธรรมชาติในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำผุดจำนวนมาก มีการตั้งศาลเจ้าที่ ซึ่งนับถือเป็นเสมือนผีเจ้าบ้านเจ้าเมือง เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายของผีแต่ละชุมชน ในเขตต้นน้ำบนภูเขามีการทำบุญยอดน้ำ ในเขตชุมชนมีการตั้งศาลปู่ ศาลธง หลักบ้าน การลำผีฟ้าในพิธีนมัสการเจ้าพ่อองค์ตื้อ การนับถือปู่ด้วงที่คุ้มครองเทือกเขาภูแลนคา ซึ่งมีการสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน และมีการผสมผสานและปรับเปลี่ยนพิธีกรรม เพื่อสื่อความหมายให้กับคนในท้องถิ่นอยู่ตลอดเวลา เช่น การสืบชะตาสายน้ำ การให้ความสำคัญกับต้นไม้ และธรรมชาติ การมีพิธีสงฆ์ การเลิกการบวงสรวงเซ่นสังเวย รวมทั้งการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของชาวบ้านที่มาบนซึ่งมีสภาพความเป็นอยู่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต เพื่อรักษาความสมดุลของผู้คนในชุมชนพร้อมกับดูแลรักษาสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติที่อาศัยอยู่ ซึ่งนับเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของความเป็นชุมชน ดังเช่นนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอีสาน ได้กล่าวถึงการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ว่า “ในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การอธิบายเรื่องผีมิใช่จุดประสงค์หลักของการศึกษา แต่เรื่อง ผี ต้องอธิบายให้เห็นถึงชีวิตของผู้คน” *

3.การอนุรักษ์กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

   

     เมื่อผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่รวมกันเป็นชุมชนได้สร้างสิ่งยึดเหนี่ยวกับถิ่นที่อยู่อาศัยของตน โดยอาศัยสิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นภูมิปัญญาในการปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติของพื้นที่จนกลายเป็นพื้นที่ทาง วัฒนธรรม หล่อหลอมผู้คนในชุมชน และพบว่าชุมชนที่มีการตั้งถิ่นฐานมาอย่างยาวนานสามารถสร้าง สั่งสม และรักษาวัฒนธรรมให้เกิดความเจริญงอกงาม รวมทั้งความสัมพันธ์ของคนในชุมชนและความสัมพันธ์กับถิ่นที่อยู่อาศัย ขณะเดียวกันเมื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจได้เข้ามา ที่ดินจึงกลายเป็นต้นทุนที่ต้องการผลกำไร ตามสภาพทางเศรษฐกิจเสรีนิยม พื้นที่ส่วนใหญ่จึงถูกใช้ในการผลิตพืชพาณิชย์เชิงเดี่ยว ซึ่งส่งผลต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศและชุมชน และอาจรวมถึงไปพื้นที่ทางวัฒนธรรมอันเป็นสายใยที่เชื่อมโยงคนและถิ่นที่อยู่อาศัย ดังนั้น การพัฒนาทางเศรษฐกิจสามารถทำได้โดยคำนึงถึงคุณลักษณะทางธรรมชาติ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ในลักษณะที่เป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ที่เชื่อมโยงกับพื้นฐานทางวัฒนธรรม การสั่งสมความรู้ของสังคมและเทคโนโลยี/นวัตกรรมสมัยใหม่ สร้างเป็นจุดแข็ง เช่น ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น สินค้าทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สมุนไพร การเรียนรู้วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ชุมชน ซึ่งนอกจากเป็นการสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมให้ธรรมชาติและวัฒนธรรมคงอยู่อย่างยั่งยืน

4.ความสัมพันธ์ระหว่าง คน/ความรู้-พื้นที่/พืชพรรณ

    ปัจจุบันวิถีชีวิตของชุมชนได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบการค้า ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อขาย กิจกรรมส่วนใหญ่ของชาวบ้านจึงเป็นไปในทางหารายได้ และนำรายได้นั้นไปซื้อสินค้าและบริการที่ต้องการ แต่ด้วยวิถีชีวิตและธรรมชาติของพื้นที่ทำให้ชาวบ้านยังมีการพึ่งพาระบบนิเวศที่อาศัยอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของอาหาร มีทั้งเก็บในธรรมชาติและนำมาปลูกไว้ในบริเวณบ้าน บางส่วนนำไปขายเป็นรายได้ ผู้ที่เก็บหาพืชผักเป็นอาหารส่วนใหญ่เป็นผู้มีเวลาว่างจากการประกอบอาชีพ หรือผู้สูงอายุที่อยู่บ้าน รวมถึงการทำจักสาน ซึ่งในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ หรือทำเป็นอาชีพเสริมว่างจากการรับจ้าง ส่วนใหญ่ทำเป็นหวด กระติ๊บข้าว ขายกันในชุมชนสำหรับผู้ที่มีความรู้ด้านสมุนไพรในปัจจุบันอยู่ในวัยสูงอายุ ส่วนที่เป็นหมอยาก็เสียชีวิตแล้วแต่ในชุมชนใกล้เคียงยังพบหมอยาสมุนไพรแพทย์แผนไทยที่ทำเป็นอาชีพ และเป็นเครือข่ายกับกระทรวงสาธารณสุขจึงเป็นผู้มีความรู้ทั้งจากตำรา การศึกษา และประสบการณ์ โดยที่ความรู้นั้นต้องมีการศึกษาทบทวนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นยังมีการสำรวจสมุนไพรในพื้นที่และให้ความรู้แก่ผู้สนใจศึกษาอยู่เสมอ ความสัมพันธ์ระหว่างคน ความรู้ และพืชพรรณ จึงมีความหมายเมื่อประกอบรวมเข้าด้วยกัน

อ้างอิง : *ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ. 2554. แนวคิดและแนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น. สำนักพิมพ์อินทนิล กรุงเทพฯ

จิณนา เผือกนาง

Posted in บทความ, เผยแพร่องค์ความรู้.